หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บุโรพุทโธ ( Borobudur )



บุโรพุทโธ ( Borobudur )





          สวัสดีค่ะ ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่เราได้รวบรวมข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีต่าง ๆ ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาให้ทุกคนได้อ่านกัน โดยในวันนี้สถานที่ที่เราจะมานำเสนอนั้นก็คือ กลุ่มวัดบุโรพุทโธ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญต่อศาสนาพุทธ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย เป็นสถานที่ที่ถือว่ามีชื่อเสียงเป็นอย่างมากอีกด้วย



ความเป็นมา

            มหาสถูปบุโรพุทโธ หรือ บรมพุทโธ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ที่ภาคกลางของเกาะชวาภาคกลาง โดยบุโรพุทโธเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในศาสนาพุทธ บุโรพุทโธถือว่าเป็นศาสนสถานของที่ใหญ่ที่สุดในโลก



            บุโรพุทโธถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทร เป็นสถูปแบบมหายาน สันนิษฐานว่าสร้างในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7-9 หรือ พุทธศักราช 1393 ตั้งอยู่ทางภาคกลางของเกาะชวา บนที่ราบเกฑุ  ทางฝั่งขวาใกล้กับแม่น้ำโปรโก ห่างจากยอกยาการ์ตา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ 40 กิโลเมตร บุโรพุทโธสร้างด้วยหินแอนดีไซต์) ซึ่งเป็นหินภูเขาไฟขนาดใหญ่มหึมาประมาณ 2 ล้านตารางฟุตบนฐานสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 121 เมตร สูง 403 ฟุต เป็นรูปทรงแบบปิรามิด มีลานเป็นชั้นลดหลั่นกัน 8 ชั้น และใน 8 ชั้นนั้น 5 ชั้นล่างเป็นลาน 4 เหลี่ยม 3 ชั้น บนเป็นลานวงกลม และบนลานกลมชั้งสูงสุดมีพระสถูปตั้งสูงขึ้นไปอีก 31.5 เมตร เป็นมหาสถูปที่ระเบียงซ้อนกันเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไป บุโรพุทโธตั้งอยู่บนเนินดินธรรมชาติที่อยู่สูงกว่าระดับพื้นดินประมาณ 15 เมตร  รูปทรงภายนอกเป็นรูปทรงดอกบัวอันเป็นสัญลักษณ์ชองพุทธศาสนา  ดอกบัวขนาดมหึมานี้ลอยอยู่ในบึงใหญ่  ตามหลักฐานในประวัติศาสตร์  โบราณสถานแห่งนี้และบริเวณรอบๆ เป็นที่ลุ่มและถูกล้อมรอบด้วยน้ำที่ท่วมมาจากแม่น้ำโปรโก (Progo River) ทำให้เจดีย์โบราณบุโรพุทโธเป็นเสมือนดอกบัวลอยอยู่ในน้ำ



ที่ตั้ง



            ตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะชวา บนที่ราบเกฑุ ทางฝั่งขวาใกล้กับแม่น้ำโปรโก ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร
( ละติจูด : -7.60778 องศา     ลองติจูด : 110.20361 องศา )


ลักษณะทางสถาปัตยกรรม





             ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของบุโรพุทโธแสดงออกถึงความเป็นอัจฉริยะสูงสุดทางศิลปะสมัยไศเลนทรา  ที่ต่างไปจากโบราณสถานทุกแห่งในชวา ประวัติการก่อสร้างมีอยู่ว่า  ในปี ค.ศ. 732  กษัตริย์ชวาราชวงศ์สัญชัย (Sanjaya) ซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู)  ที่มาจากอินเดียในยุคนั้น  ราชวงศ์ไศเลนทรานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน  จึงก่อสร้างโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ไว้หลายแห่ง  ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเจดีย์บุโรพุทโธซึ่งกษัตริย์วิษณุแห่งราชวงศ์ไศเลนทราทรงเริ่มสร้างขึ่นในปี ค.ศ. 775 จนกระทั่งมาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยของกษัตริย์อินทราเมื่อปี ค.ศ. 847 ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 70 ปีเศษ  ความมหัศจรรย์ของบุโรพุทโธเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ด้วยรูปแบบและรายละเอียดของศิลปะจากความคิดของช่างในสมัยนั้นโดยสร้างตามแบบศิลปะฮินดู-ชวา  หรือ ศิลปะชวาภาคกลาง ที่ผสมผสานศิลปะระหว่างอินเดียกับอินโดนีเซียเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
            บุโรพุทโธสร้างขึ้นก่อนปราสาทนครวัดของกัมพูชาประมาณ 300 ปี  ทำเลที่ตั้งเป็นเนินเขากว้างใหญ่  จำลองมาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมุนาไหลมาบรรจบกันเช่นที่ประเทศอินเดีย  ต้นกำเนิดแห่งศาสนาพุทธบริเวณที่มีแม่น้ำ 2 สายไหลผ่าน  นั่นก็คือแม่น้ำโปรโกและแม่น้ำอีโล



            บุโรพุทโธมีลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมคือ เป็นสถูปตั้งอยู่บนพีระมิดทรงขั้นบันได  มีความสูงกว่า 42 เมตรจากฐานชั้นล่าง บุโรพุทโธมีทั้งหมด 10 ชั้น  ซึ่งแต่ละชั้นจะมีภาพสลักนูนต่ำแสดงคติธรรมทางพุทธศาสนาด้วยทัศนคติเกี่ยวกับจักรวาลตามพุทธศาสนาและการเข้าสู่นิพพาน 6 ชั้นนับจากฐานเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมแบบย่อมุม  คล้ายพีระมิดขั้นบันไดชั้นที่ 7 เป็นฐานวงกลมขนาดใหญ่  ขึ้นไปอีก 3 ชั้น ประดับเจดีย์ทรงระฆังโปร่งฉลุลายเป็นรูปสี่แหลี่ยมข้าวหลามตัด  ครอบองค์พระพุทธรูปองค์เล็กข้างใน ส่วนนี้ มีความเชื่อกันว่าหากยื่นมือไปจนถึงและสัมผัสพระพุทธรูปภายในได้พร้อมอธิษฐานแล้วจะสมหวังและโชคดี  เจดีย์เหล่านี้มีจำนวน 72 องค์ เรียงเป็นแนวล้อมรอบสถูปของชั้นที่ 10 ซึ่งมีลักษณะเป็นฐานวงกลมใหญ่ของเจดีย์องค์ประธานสูง 150 ฟุต  เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ข้างใน  แต่ปัจจุบันว่างเปล่า
            บุโรพุทโธเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาล แบ่งได้เป็น 3 ชั้น คือ ส่วนฐานของเจดีย์เป็นขั้นบันไดใหญ่ 4 ขั้น โดยรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมกำแพงรอบฐานมีภาพสลักนูนต่ำราว 160 ภาพอยู่ในส่วนกามาฐานหรือขั้นที่มนุษย์ยังผูกพันอย่างใกล้ชิดกับความสุขทางโลกและถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา ส่วนที่ 2 คือส่วนบนของฐานที่มีขั้นบันไดรูปกลม ฐาน 6 ขั้นที่มีรูปสลักนูนต่ำเกือบ 1,400 ภาพ  ที่แสดงพุทธประวัติ ถือเป็นขั้นรูปธาตุ  หรือ ขั้นที่มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลส ทางโลกมาได้บางส่วน  และส่วนที่ 3 คือส่วนของฐานกลมที่มีเจดีย์เล็กๆ 3 ชั้นล้อมรอบสถูปองค์ใหญ่ที่สุด  หมายถึงจักรวาล  คือ ขั้นอธูปธาตุ  ที่มนุษย์ไม่ผูกพันกับทางโลกอีกต่อไป ในชั้นอธูปธาตุนี้สร้างเป็นฐานระเบียงวงกลม 3 ชั้นมีเจดีย์ทรงระฆังโปร่งฉลุลายเป็นช่องสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเรียงรายโดยรอบ  ชั้นบนสุดเป็นฐานวงกลมใหญ่ของเจดีย์องค์ประธาน  ตั้งอยู่กึ่งกลางของสถูป ด้วยลักษณะของเขาพระสุเมรุมาตามปรัชญาทางศาสนาที่ว่าพื้นฐานเจดีย์คือ โลกมนุษย์ที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ส่วนยอดสูงสุดคือ ชั้นสรวงสวรรค์หรือนิพพานในคติความเชื่อของศานาพุทธ
            บุโรพุทโธถูกทิ้งร้างเป็นป่ารกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19  และประสบกับภัยธรรมชาติคือแผ่นดินไหว  จนจมอยู่ใต้เถ้าถ่านของภูเขาไฟซึ่งระเบิดอย่างต่อเนื่อง  กระทั่งศตวรรษที่ 20 ยังเกิดน้ำท่วมซ้ำจากเหตุการณ์ฝนตกต่อเนื่องจนจมอยู่ในน้ำลึกถึง 3 เมตร  เป็นเหตุให้ดินภูเขาไฟที่ครอบสถูปบุโรพุทโธอยู่ชื้นแฉะจนทรุดตัว  ทำให้โบราณสถานแห่งนี้ทรุดตัวตามไปด้วย  กระทั้งสแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์  ผู้ถูกส่งมาประจำการเป็นผู้สำเร็จราชการของอังกฤษเพื่อปกครองอาณานิคมชวาในช่วงนั้น ได้เห็นความสำคัญของบุโรพุทโธจึงเริ่มบูรณะขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1855 และสามารถเริ่มเปิดให้ผู้คนทั่วโลกเข้ามาเยี่ยมชม ต่อมาอินโดนีเซียได้ขอความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโกในการบูรณะอย่างละเอียดอีกหลายครั้ง  เพื่อที่จะแก้ปัญหาโครงสร้างที่เป็นโพรงเพราะภูเขาดินภายในทรุดถล่มจากสาเหตุอุทกภัย  การบูรณะแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1983 ด้วยงบประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในบริเวณบุโรพุทโธมีพิพิธภัณฑ์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อสร้างและความเป็นมาเมื่อองค์การยูเนสโกของสหประชาชาติเข้าไปช่วยบำรุงรักษาบุโรพุทโธไว้เพื่อไม่ให้ล่มสลายไปกับกาลเวลา  รวมทั้งภัยที่เกิดจากน้ำท่วมขังเนื่องจากการก่อสร้างบุโรพุทโธเดิมไม่มีการวางระบบระบายน้ำที่ดีพอ  ทำให้พุทธสถานแห่งนี้ทรุดลงเรื่อยๆ  ยูเนสโก้เข้าไปจัดการทำช่องทางระบายน้ำและเสริมฐานเจดีย์ให้แข็งแรงมั่นคงขึ้นนอกจากพิพิธภัณฑ์นี้แล้ว ยังมีรถไฟเล็กบริการพาชมบริเวณรอบๆ  บุโรพุทโธทุกๆ 10 นาที ค่ารถไฟคนละ 1,000 รูเปียห์  คงเป็นการดีหากมีโอกาสไปเยือนพุทธศาสนาสถานแห่งนี้ในวันวิสาชบูชา  เพราะจะมีพระสงฆ์และนักแสวงบุญทั่วสารทิศมาแสวงบุญโดยการเดินทักษิณาวัตรตั้งแต่ประตูใหญ่ด้านทิศตะวันออกซึ่งกว่าจะถึงยอดก็รวมระยะทางทั้งสิ้นราว 5 กิโลเมตรนับเป็นภาพที่งดงามจับตามากสำหรับศาสนิกชนชาวไทย


ลักษณะการก่อนสร้างของบุโรพุทโธ

ลักษณะการก่อนสร้างของบุโรพุทโธ มีความหมายในทางธรรม ดังนี้
    • §  ส่วนฐานของบุโรพุทโธ ประกอบด้วยขั้นบันไดใหญ่ 4 ขั้น กำแพงรอบฐานมีภาพสลักที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่ยังข้องอยู่ในความสุข ความปรารถนา ส่วนนี้จึงเปรียบเสมือนยู่ในขั้นกามภูมิ
    • §  ส่วนที่สอง ผนังระเบียงสลักภาพเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและชาดกต่างๆ เปรียบเสมือนขั้นตอนที่มนุษย์เริ่มหลุดพ้นจากกิเลศทางโลกได้บางส่วน ถือเป็นขั้นรูปภูมิ
    • §  ส่วนที่สาม คือส่วนของฐานกลมที่มีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ จำนวน 72 องค์ แต่ละองค์บรรจุด้วยพระพุทธรูปอยู่ภายใน ตั้งเรียงรายโอบล้อมพระเจดีย์องค์ใหญ่อยู่ 3 ระดับ จำนวนเจดีย์ 72 องค์นั้น ในทางธรรมแล้วหมายถึง รูป 18  เจตสิก 52  จิต นิพพาน 1 และฐานพระเจดีย์ที่เป็นรูปบัวผลิบานบ่งบอกถึงการรู้ตื่นและเบิกบาน ส่วนพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ภายในไม่ได้บรรจุสิ่งใดไว้ สื่อให้เห็นถึงความว่าง อันถึงที่สุดของนิพพาน ส่วนนี้เปรียบเสมือนขั้นตอนที่มนุษย์ไม่ผูกพันกับทางโลกอีกต่อไป ถือเป็นขั้นอรูปภูมิ




            โบโรบูดูร์ คงความยิ่งใหญ่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนจนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ใกล้สิ้นยุคของศรีวิชัย ซึ่งชาวโปรตุเกสได้เริ่มเข้ามายึดครองหมู่เกาะต่างๆ และอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้เข้ามาแทนที่ บุโรพุทโธจึงได้ถูกลืมเลือนและถูกทิ้งร้างเป็นเวลาหลายร้อยปี จนกระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 24 เซอร์โทมัส แสตนฟอร์ด ราฟเฟิล ชาวดัทซ์ ได้ค้นพบบุโรพุทโธในสภาพที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งแรกในระหว่าง พ.ศ.2448-2453 ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ 2513-2533 รัฐบาลอินโดนีเซียได้มีการปฏิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้งโดยมีองค์การยูเนสโกของสหประชาชาติ ได้ให้ทุนสนับสนุน รวมทั้งเงินทุนอุดหนุนจากบางประเทศที่นับถือพุทธศาสนา รวมทั้งประเทศไทยด้วย


การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

            โบโรบูดูร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ภายใต้ชื่อ "กลุ่มวัดบรมพุทโธ" เมื่อปี พ.ศ. 2534 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 15 เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย โดยมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณามรดกโลด้านวัฒนธรรมจำนวน 3 ข้อ คือ
            1. เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
            2. เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
            3. มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์



รูปภาพอื่น ๆ











            จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่าบุโรพุทโธเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ในประเทศอินโดนีเซียและในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางความเจริญของศาสนาพุทธในประเทศแถบนี้อีกด้วย ด้วยประวัติศาสตร์ ความเป็นมา สถาปัตยกรรม และศิลปะต่าง ๆ ทำให้บุโรพุทโธเป็นอีกสถานที่หนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าเดินทางไปเยี่ยมชม และท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก นอกจากบุโรพุทโธแล้วก็ยังมีสถานที่รอบ ๆ และสถานที่อื่น ๆในอินโดนีเซียที่น่าสนใจ อย่าลืมไปเที่ยวกันนะคะ 



………………………………………………………………………………
บรรณานุกรม
            กนกวรรณ โพธิ์นอก. (ม.ป.ป.). ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวบุโรพุทโธ (Borobudur) [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก http://www.tripdeedee.com/traveldata/bali/bali15.php
            มหานครอาเซียน. (ม.ป.ป.). กลุ่มวัดบรมพุทโธหรือมหาสถูปบุโรพุทโธ [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก http://www.uasean.com/kerobow01/277
            ณัฐพร สินทร. (2556). บุโรพุทโธ [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก https://natthaponbb.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B9%82%E0%B8%98/
            สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัทธยาศัยภาคเหนือ. (2558). มรดกโลกในอินโดนีเซีย 1 : กลุ่มวัดบรมพุทโธ [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก http://aseannotes.blogspot.com/2014/07/1_13.html
            โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์. (ม.ป.ป.). ข้อมูลท่องเที่ยว ประเทศอินโดนีเซีย [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก http://www.oceansmile.com/IndoBali/Buro.htm



วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน (SANGIRAN EARLY MAN SITE)


แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน
(SANGIRAN EARLY MAN SITE)


          สวัสดีค่ะ ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่เราได้รวบรวมข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีต่าง ๆ ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาให้ทุกคนได้อ่านกัน โดยในวันนี้สถานที่ที่เราจะมานำเสนอนั้นก็คือ แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน ซึ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และยังถือว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญของประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย





ความเป็นมา
          แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรันอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย คือแหล่งขุดค้นมนุษย์ชวาถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2479 การค้นพบนี้ ทำให้แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรันมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากจากการ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งได้มีการค้นพบซากฟอสซิลของมนุษย์ตั้งแต่ยุคเริ่มแรก และต่อมาก็พบฟอสซิลของ Meganthropus erectus/Homo erectus จำนวน ๕๐ ซาก โดยครึ่งหนึ่งเป็นฟอสซิลมนุษย์ เป็นที่อยู่อาศัยมาในอดีตราว ๑ ล้านปีครึ่ง โดยมีการค้นพบครั้งแรกมื่อปี พ.ศ. 2479 และได้รับการยอมรับโดยนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการศึกษาฟอสซิลของมนุษย์ ครื่งหนึ่งของซากฟอสซิลมนุษย์โบราณจากทั่วโลกได้รับการค้นพบที่นี่

ที่ตั้ง

        ตั้งอยู่ประมาณ 15 กิโลเมตรทางตอนเหนือของเมืองโซโล ในเขตชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย









ความสำคัญ



          แหล่งโบราณคดีซังงีรัน เป็นบริเวณชั้นหินที่มีอายุทางธรณีวิทยาเก่าแก่กว่า 1.5 ล้านปี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 56 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ตั้งแหล่งโบราณคดี และเป็นแหล่งขุดค้นทางมนุษยวิทยา มีการขุดค้นพบซากฟอสซิสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 พบฟอสซิลมนุษย์โบราณ ประกอบด้วยฟอสซิล Meganthropus palaeo และ Pithecanthropus erectus/Homo erectus ซึ่งเป็นมนุษย์ยุคแรกเริ่มมีชีวิตอยู่เมื่อ 1.5-1.8  ล้านปีมาแล้ว จำนวนกว่า 50 ซาก และพบเครื่องมือที่ทำด้วยหินของมนุษย์ในยุคหินเก่าและยุคหินใหม่ แสดงให้เห็นถึงที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของมนุษย์และพัฒนาการทางวัฒนธรรมอันยาวนาน นับเป็นสถานที่สำคัญที่ในการศึกษาและทำให้เข้าใจวิวัฒนาการของมนุษย์มากขึ้น



***Homo erectus****
ระดับ : มนุษย์แรกเริ่ม (early man)
ขนาดของสมอง : 750-1,200 ลบ.ซม.
เครื่องมือที่ใช้ : ใช้ขวานหินไม่มีด้ามในยุคหินเก่าอยู่ในถ้ำและรู้จักใช้ไฟ




          Homo  erectus เป็นมนุษย์ที่มีใบหน้าตั้งตรงเหมือนมนุษย์ยุคใหม่แล้ว มีขากรรไกรและฟันที่แข็งแรง โดยขากรรไกรจะเริ่มหดสั้นกว่า  Homo habilis ส่วนของกะโหลกซึ่งกว้างที่สุดอยู่ที่ระดับรูหู มีขนาดสมองประมาณ1000 ลูกบาศก์เซนติเมตร เชื่อกันว่ามนุษย์ชนิดนี้ไม่มีขนแบบลิงแล้ว และมีการกระจายตั้งแต่แอฟริกาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และยุโรป มนุษย์ยุคนี้เริ่มรู้จักการใช้ไฟและประดิษฐ์ เครื่องมือต่างๆ จากก้อนหินได้ดีขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงจัดให้เป็นมนุษย์แรกเริ่ม(Early  man) ที่รู้จักกันดีก็คือมนุษย์ชวา (Java ape man)และมนุษย์ปักกิ่ง(Peking man) สำหรับมนุษย์ปักกิ่งนั้นถูกค้นพบซากอยู่ที่ถ้ำ จูกูเทียน(Zhoukoudian)ทางตอนเหนือของประเทศจีน ทำให้ทราบว่ามนุษย์ยุคนี้รู้จักการใช้ไฟ มีการล่าสัตว์โดยใช้ขวานหิน และในบางครั้งมนุษย์ปักกิ่งเป็นพวกที่กินเนื้อมนุษย์พวกเดียวกันอีกด้วย


        





        สรุปก็คือแหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญต่อมรดกโลกและเป็นแหล่งที่ให้ความรู้ ซึ่งการค้นพบแหล่งมนุษย์ยุคแรกเริ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ และพัฒนาการทางวัฒนธรรมอันยาวนาน ซึ่งนี้ก็นับเป็นสถานที่สำคัญ สำหรับการศึกษาและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์มากขึ้นไปอีก


……………………………………………………….
อ้างอิง
          สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัทธยาศัยภาคเหนือ. (2558). มรดกโลกในอินโดนีเซีย 3 : แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก http://aseannotes.blogspot.com/2014/07/3_13.html
          มหานครอาเซียน. (ม.ป.ป.). แหล่งมนุษย์ยุคเริ่มแรกซังงีรัน [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก http://www.uasean.com/kerobow01/255
          เรวดี  กลางเดือน. (ม.ป.ป.). แหล่งมรดกโลกในประเทศต่างๆ  ในภูมิภาคเอเชีย [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/pavattisat03272/hnwy-kar-reiyn-ru-thi2/2-3?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1
          นงนุช สุครีพ. (ม.ป.ป.). Homo erectus [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 8 ตุลาคม 2561 สืบค้นจาก https://sites.google.com/site/wiwathnakarmnusy/2-wiwathnakar-khxng-mnusy/2-2-homo-erectus


         
               


วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2561

เมืองโบราณฮอยอัน (HOI AN ANCIENT TOWN)


เมืองโบราณฮอยอัน

(HOI AN ANCIENT TOWN)


สวัสดีค่ะ บล็อกนี้ก็เป็นบล็อกที่สามแล้วหลังจากที่เราได้ทำการเปิดบล็อกมา ในวันนี้เราจะมาพูดถึง แหล่งศิลปะ โบราณคดี เอเชียอาคเนย์ในประเทศเวียดนาม ที่เก่าที่เดิมที่เราเคยนำเสนอไปในบล็อกที่หนึ่ง แต่เราจะเปลี่ยนสถานที่ใหม่จากหมู่โบราณสถานเมืองเว้ มาเป็นเมืองโบราณฮอยอันที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน


ความเป็นมา
ในสมัยของอาณาจักรจามปา บริเวณนี้เคยเป็นเมืองท่าบนปากแม่น้ำทูโบน ซึ่งมีชื่อว่า ไฮโฟ โดยเป็นศูนย์กลางทางการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีชาวต่างชาติมาตั้งถิ่นฐานและค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และอินเดีย เดิมทีเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีคลองสายหนึ่งคั่นอยู่กลางเมือง มีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลองเพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวญี่ปุ่นที่อีกฝั่งหนึ่งของคลอง ตัวสะพานสร้างโดยชาวญี่ปุ่น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมืองโบราณฮอยอันตั้งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม เมืองนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สร้างตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๙ ซึ่งเมืองนี้ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี การวางผังถนนและอาคารแต่ละอาคารสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพื้นเมืองและต่างประเทศเป็นอย่างดี ซึ่งได้ผสมผสานกันไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์
ในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ศตวรรษที่ 19 ชื่อของฮอยอันได้รับการบันทึกลงในการเดินเรือของชาติตะวันตกในชื่อ ไฟโฟ หรือ ไฮโป และมีชาวต่างชาติเดินเรือเข้ามามากมาย จนฮอยอันกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก จนเข้าสู่ราวครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 เมืองแห่งนี้ก็โดนเผาราบคาบจากการสู้รบช่วงกบฏไตเซินเหวียนอัน ภายหลังเมื่อเข้าสู่ยุคเริ่มต้นราชวงศ์เหวียน เมืองฮอยอันก็ได้รับการสร้างใหม่ ซึ่งเป็นต้นแบบของอาคารบ้านเรือนอายุสองร้อยกว่าปีอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
เมื่อเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 19 แม่น้ำทูโบนเริ่มตื้นเขิน เนื่องจากตะกอนโคลนเลนสะสมจนไม่อาจนำเรือใหญ่เข้ามาได้ เมืองดานังจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นเมืองท่าแห่งใหม่แทนที่ฮอยอัน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเมืองฮอยอันก็เริ่มลางเลือนไปตามกาลเวลา จนถึงปี พ.ศ. 2459 เส้นทางรถไฟระหว่างฮอยอันและดานังได้รับความเสียหายจากพายุและไม่ได้รับการซ่อมแซมให้ดีดังเดิม เมืองแห่งการค้าที่สำคัญซึ่งเคยต้อนรับชาวต่างชาติจึงยุบลง
ปี พ.ศ. 2542 องค์กานยูเนสโกก็ได้ประกาศให้ฮอยอันเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม เพราะความงดงามและเก่าแก่ของบ้านเมือง รวมทั้งเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังเมืองแห่งนี้ ประดุจน้ำในแม่น้ำทูโบนที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ที่ตั้ง

เมืองฮอยอัน อยู่ห่างจากเมืองท่าดานังทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้ามาตอนในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร เมืองเก่าโบราณที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งนี้ ครั้งหนึ่งในอดีตเคยเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ในบริเวณที่เคยเป็นไดเวียดกลางภายใต้การปกครองของขุนนางเหวียน และปรากฏอยู่ในแวดวงของนักเดินทางตะวันตกในศตวรรษที่ 17 และ 18 แรกเริ่มเมืองฮอยอันเคยเป็นเมืองท่าชายทะเลในอาณาจักรจามปา เรียกกันในชื่อว่า ได๋เจียน โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่ตราเกียว และมีศานสถานอันศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่หมี่เซิน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฮอยอันมากนัก
ฮอยอัน เป็นเมืองที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีคลองคั่นกลาง มีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลองเพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวญี่ปุ่นที่อีกฝั่งหนึ่งของคลองจากชุมชนจีน สะพานดังกล่าวสร้างโดยชาวญี่ปุ่น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีหลังคาเหนือสะพาน นอกจากนี้ ยังมีวัดญี่ปุ่นตั้งอยู่ด้านขวามือของตัวสะพาน ทำให้สะพานดังกล่าว มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าสะพานวัด หรือ Pagoda Bridge


สะพานวัดหรือสะพานญี่ปุ่น

ความสำคัญ
เมืองโบราณฮอยอันเป็นเมืองขนาดเล็ก ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว มีชื่อเสียงในด้านของเมืองมรดกโลกที่ยังมีลมหายใจ เสน่ห์ของเมืองนี้คือตึกเก่าสีเหลืองสวยสไตล์โคโลเนียล ที่อนุรักษ์เอาไว้ให้คงเอกลักษณ์เอาไว้  วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสวยงามของชาวเมืองฮอยอัน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีพร้อมสรรพสำหรับนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้เมืองโบราณฮอยอันยังเป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ที่มีอิทธิพลช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องหรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
เมืองโบราณฮอยอัน มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

สถานที่สำคัญ
1.     สะพานญี่ปุ่น (Japanese Covered Bridge)

สะพานญี่ปุ่น เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองฮอยอันได้รับการก่อสร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่นเมื่อ 400 กว่าปีที่แล้ว รูปทรงโค้งของสะพานและหลังคามุงกระเบื้องสีเขียวและเหลืองเป็นคลื่น ตรงกลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัสที่สร้างอุทิศให้แก่ดั๊กเดและตรันหวู ก่อนเดินข้ามสะพานด้านซ้ายมือจะมีรูปปั้นสุนัขกำลังนั่ง และเมื่อข้ามไปแล้วก็จะเจอกับลิงอีกตัว นับเป็นสิ่งที่ช่างสมัยก่อนแสดงให้เห็นถึงระยะเวลาในการก่อสร้าง สะพานแห่งนี้ เมื่อข้ามสะพานมายังอีกฟากหนึ่งของเมือง คุณจะพบเห็นบ้านเรือนเก่าสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ตลอดจนร้านสไตล์อาร์ตแกลอรี่ ริมถนนคนเดินสองฟากฝั่งถนนให้คุณได้เลือกซื้อเลือกชม

2.     สมาคมฟุกเกี๋ยน (Phouc Kien Assembly Hall)

ถนนสายตรันฝู นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของการเที่ยวชมเมืองโบราณฮอยอันแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของชาวจีนที่อพยพเข้ามาในช่วงปี พ.ศ.2388-2428 จะเห็นได้จากบ้านเก่าแก่ประจำตระกูลกว่า 20 หลัง ตลอดจนจั่วฟุกเกี๋ยนที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2335 ซึ่งถือเป็นสามคมชาวจีนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเมืองฮอยอัน ใช้สำหรับเป็นที่พบปะของคนหลายรุ่นที่อพยพมาจากฟุกเกี๋ยนที่มีแซ่เดียวกัน และยังใช้เป็นที่ระลึกถึงถิ่นกำเนิดและบูชาบรรพบุรุษของตน และภายในยังเป็นที่ตั้งของวัดที่สร้างขึ้น เพื่ออุทิศให้กับลัทธิของพระนางเทียนเห่า มีจุดเด่นอยู่ที่งานไม้แกะสลัก ลวดลายสวยงามน่าชมและหากคุณไม่เร่งรีบไปไหน สองฟากฝั่งของถนนตรันฝูยังเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าทำมือให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึก ทั้งงานแกะสลักไม้ โคมไฟจากผ้าไหมหลากสี ภาพวาดที่สะท้อนวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวฮอยอัน ตลอดจนร้านอาหารหลากสัญชาติ หลายบรรยากาศ

3.     บ้านเลขที่ 101 (Old House No.101)

เป็นบ้านประจำตระกูลเก่าแก่ที่ยังคงงดงาม มีให้เลือกชมอยู่หลายหลัง บนถนนสายนี้มีบ้านประจำตระกูลเก่าแก่ให้เลือกเข้าชมทั้งหมด 3 หลังด้วยกัน เริ่มจาก บ้านเลขที่ 22 บ้านเก่า 2 ชั้น ของชาวจีนที่เข้ามาติดต่อเพื่อซื้อขายอบเชย สร้างมาเกือบ 90 ปีแล้ว ภายในแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ บ้านไม้และบ้านปูนเก่าสร้างอย่างประณีต เป็นครอบครัวใหญ่ที่เปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ และที่คุณพลาดไม่ได้คือ บ้านเลขที่ 101 เป็นบ้านของจีนในตระกูล Tan Ky นับเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของเมืองฮอยอัน สร้างขึ้นมาเมื่อ 75 ปีที่แล้ว และอยู่กันมา 5 ชั่วอายุคน ภายในแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ตั้งแต่ ห้องสมุดสมัยก่อน ห้องรับแขก และห้องครัว และบ้านเลขที่ 77

4.     หุบเขาหมี่เซิน มรดกโลก

ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากเมืองดานังไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองฮอยอันมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร
การเดินทาง : ท่านสามารถหาซื้อแพกเกจทัวร์ได้จากบริษัทเมืองดานังหรือฮอยอันจะสะดวกกว่าเดินทางไปด้วยตัวเอง ราคาไป-กลับ ประมาณ 4 US$ แต่ถ้าเลือกนั่งเรือกลับก็ต้องเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย
นักโบราณคดีเชื่อว่า วัฒนธรรมของจาม  มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมซาหินห์ของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในแผ่นดินอันนัมและผสานเข้ากับวัฒนธรรมอินเดียที่ขึ้นฝั่งมาทำการค้าเมื่อครั้งอดีต
วัฒนธรรมจาม มีความเจริญรุ่งเรืองยาวนานถึงพันกว่าปี มีศูนย์กลางอยู่ที่หุบเขาหมี่เซิน โดยเริ่มต้นจากพระเจ้าภัทรวรมันที่ 1 ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 อาณาจักรจามรุ่งเรืองครอบครองอาณาเขตตั้งแต่ทางตอนใต้ของฮานอยไปจนถึงเวียดนามใต้และภาคตะวันออกของกัมพูชา ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดอาณาจักรจามปา มีกษัตริย์ปกครอง 78 พระองค์ ใน 14 ราชวงศ์ ก่อนเข้าสวามิภักดิ์กับอาณาจักรไดเวียดเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 และถือเป็นอันสิ้นสุดลงของอาณาจักรแห่งความยิ่งใหญ่
ร่องรอยแห่งอารยธรรมของอาณาจักรจามปา มีอยู่ทั่วไปในอุษาคเนย์ ซึ่งได้สร้างปราสาทเพื่อถวายพระศิวะมากมาย เนื่องจากชนชาติดังกล่าวนับถือศาสนาฮินดูอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะภายในบริเวณหมี่เซินมีศาสนสถานที่สร้างด้วยอิฐกว่า 70 แห่ง แต่ที่โดดเด่นสุด คือ ปราสาททับจั่ว แต่ภายหลังที่เกิดสงครามเวียดนาม โบราณสถานจำนวนมากถูกทำลายลงจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบิน B52 ของอเมริกา แต่อย่างไรก็ดี โบราณสถานที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันก็ยังงดงามควรค่าแก่การเยี่ยมชม เพราะนับเป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในแหลมอินโดจีน ที่สามารถสะท้อนความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมของจามได้ดีที่สุด จนได้รับเลือกจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2542

5.     หาดเกาได๋ หรือ หาดจีน (Cao Dai Beach)
นอกจากบ้านเรือนสวยสไตล์โคโลเนียลที่มีให้เยี่ยมชมย่านเก่าใจกลางเมืองฮอยอันแล้ว ถัดมาไม่ไกลจากตัวเมืองฝั่งตรงขามกับแม่น้ำทูโบน คุณจะได้พบกับชายหาดสวยชื่อ เกาได๋ ที่ทอดยาวต่อเนื่องมาจากเมืองดานัง หรือที่ชาวฮอยอันเรียกว่า หาดจีน เป็นชายหาดที่มีเนื้อทรายละเอียด น้ำทะเลใสสะอาด บรรยากาศเงียบสงบ มีกิจกรรมทางน้ำมากมายให้เลือกสรร เหมาะทั้งลงเล่นน้ำและชมวิวทิวทัศน์ บริเวณฝั่งตรงข้ามชายหาดเต็มไปด้วยโรงแรมระดับดีให้คุณได้เลือกพักชมวิวทะเล ตลอดจนร้านอาหารให้เลือกลิ้มรส นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หลังจากเที่ยวชมเมืองเก่าฮอยอันจนครบแล้ว ก็มักเปลี่ยนบรรยากาศมาพักผ่อนหย่อนใจที่หาดทรายสวยแห่งนี้

6.     ศูนย์วัฒนธรรมและหัตถกรรม
(Handicraft workshop and traditional music shop)
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในศูนย์วัฒนธรรมและหัตถกรรมแห่งนี้คือ โรงละครหลังเล็ก ที่จัดการแสดงพื้นเมืองที่หาดูได้ยากของชาวเวียดนาม ตั้งแต่การจับปลา การเกี่ยวข้าว ท่ามกลางศิลปินนักร้อง นักดนตรี ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเวียดนาม รอบจัดแสดงคือ วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00 น. หรือ เวลา 15.00 น. มีการแสดง 2 รอบต่อ 1 วันเท่านั้น
นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์รวมงานฝีมือของเมืองฮอยอัน ตั้งแต่งานแกะสลักไม้ งานแกะสลักหินอ่อน ที่ยินดีให้คุณได้ชมในทุกขั้นตอนของการผลิต และสมารถเลือกซื้อกลับไปเป็นชองที่ระลึกได้ในราคาย่อมเยา

7.     พิพิธภัณฑ์เซรามิก
(Museu of Trading Ceramics)
ที่ตั้ง อยู่บนถนนสายตรันฝู ตรงบ้านเลขที่ 80 ภายในบ้าน 2 ชั้นหลังนี้ สร้างจากไม้เนื้อแข็งที่มีอายุเก่าแก่กว่า 80 ปี โดยบรรพบุรุษดั้งเดิมเป็นชาวจีนฟุกเกี๋ยนที่เข้ามาติดต่อซื้อขายยาสมุนไพร และไม่ได้กลับไปยังถิ่นฐานเดิม ปัจจุบันจึงดัดแปลงบ้านไม้เก่าแก่หลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เซรามิกที่จัดแสดงโบราณวัตถุเอาไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ตั้งแต่ ถ้วย ขาม เครื่องใช้ไม้สอยสมัยโบราณ รวมทั้งชามสังคโลกของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาของเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำทูโบนที่เต็มเปี่ยวด้วยเสน่ห์แห่งนี้ นอกจากจะได้ชมถ้วยชามเซรามิกเก่าแก่แล้ว จากบริเวณระเบียงบ้านชั้น 2 ยังสามารถมองลงมายังถนนหน้าบ้าน เพื่อชมเมืองฮอยอันในมุมสูงได้อีกด้วย

8.     แม่น้ำทูโบน (Thu Bon River)
แม่น้ำทูโบนเป็นแม่น้ำสายที่มีความสำคัญตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อนที่ฮอยกันยังเป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากล่องเรือเข้ามาททำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่เมืองแห่งนี้ ทำให้ฮอยอันเป็นเสมือนศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก แต่ภายหลังที่แม่น้ำเริ่มตื้นเขิน เรือเดินสินค้าไม่สามารถมาจอดเทียบท่าได้ เมืองดานังจึงถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ฮอยอัน แต่สายน้ำทูโบนแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่หลักไหลหล่อเลี้ยงชาวฮอยอันอยู่เรื่อยมา เห็นได้จากชาวบ้านที่ยังคงออกหาปลาในแม่น้ำ และใช้แม่น้ำสายนี้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาหาสู่กันระหว่างสองฟากฝั่งน้ำ การได้มาเดินเที่ยวชมริมแม่น้ำทูโบน จึงเต็มแด้วยเสน่ห์ของกาลเวลาที่เชื่อมต่อระหว่างอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่บ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลมรดกตกทอดริมฝั่งแม่น้ำทูโบน หมู่บ้านชาวประมงที่หาดูได้ยาก ศิลปะที่ผสมผสานที่แสดงผลงานศิลปะไว้ภายในเรือ ตลอดจนร้านอาหารสองบรรยากาศที่มีให้คุณเลือกสรรทั้งร้านขายน้ำผลไม้แบบเรียบง่ายริมฝั่งแม่น้ำ หรือร้านอาหารสมัยใหม่หลายสัญชาติที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม และถ้าคุณต้องการสัมผัสมนต์เสน่ห์ของสายน้ำทูโบนอบ่างใกล้ชิดแล้ว ก็มีบริการล่องเรือชมวิวทิวทัศน์และวิถีริมฝั่งน้ำให้คุณเลือกใช้บริการเช่นกัน


การเดินทางภายในตัวเมืองฮอยอัน
ทางบก : ด้วยความที่ฮอยอันเป็นเมืองเล็กๆ ถนนเส้นหลักก็มีเพียงไม่กี่เส้น สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งก็อยู่ไม่ไกลกัน การเดินเท้าเที่ยวชมเมืองจึงเป็นวิธีหนึ่งที่สะดวก เพราะคุณสามารถหยุดแวะชมสถานที่ หรือเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกได้อย่างสะดวกสบาย ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เที่ยวครบทั่วเมืองเก่าแล้ว หรือจะเลือกใช้บริการจักรยานที่มีให้เช่า ก็ทำได้เช่นกัน แต่คุณอาจต้องใช้ความระมัดระวังสักหน่อย เพราะถนนแต่ละเส้นค่อนข้างเล็ก ผู้คนทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองฮอยอันก็มีจำนวนมาก ส่วนผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและประหยัดเวลาในการเที่ยวชม แนะนำให้ใช้บริการสามล้อถีบที่มีให้บริการอยู่ทั่วทั้งเมือง ราคาก็ตามแต่ตกลงกันครับ
ทางน้ำ : หลังจากที่เที่ยวตัวเมืองฮอยอันจนครบแล้ว การเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งล่องเรือแม่น้ำทูโบน ก็เป็นอีกหนึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีให้เลือกทั้งแบบล่องเรือชมธรรมชาติสองฟากฝั่ง โดยใช้เวลาล่องไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมง ราคาประมาณ 2 ดอลล่าต่อคน แต่สำหรับผู้ที่มาเป็นกลุ่มตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แนะนำให้เช่าเหมาลำ เพราะคุณสามารถต่อรองกับคนขับให้พาไปเยี่ยมชมหมู่บ้านหัตถกรรม หมู่บ้านชาวประมง ตลอดจนวิถีริมฝั่งน้ำที่หาดูได้ยาก โดยเรือจะมีให้บริการอยู่บริเวณท่าเรือข้ามฟากใกล้ๆกับตลาดเก่าในเมืองฮอยอัน
สรุป เมืองโบราณฮอยอันเป็นเมืองที่มีความสำคัญอีกเมืองหนึ่งของเวียดนามและของโลก เป็นเมืองที่ถือว่ามีอิทธิพลในด้านการออกแบบ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม หรือทางด้านศิลปะและสถานที่ต่าง ๆ มีความคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ได้ศูนย์หายไปตามการเวลา เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การไปเยี่ยมชมและศึกษาหาความรู้เป็นอย่างมาก

รูปสถานที่ต่าง ๆ


















.............................................................................................

บรรณานุกรม
มหานครอาเซียน. (ม.ป.ป.). เมืองโบราณฮอยอัน [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2561 สืบค้นจาก http://www.uasean.com/kerobow01/262
ลำเจียก สองสีดา. (ม.ป.ป.). มรดกโลกในเวียดนาม 2 : เมืองโบราณฮอยอัน [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2561 สืบค้นจาก http://aseannotes.blogspot.com/2014/07/2.html
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (ม.ป.ป.). ฮอยอัน [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2561 สืบค้นจาก http://th.wikipedia.org/wiki/
โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์. (ม.ป.ป.). ข้อมูลท่องเที่ยวประเทศเวียดนาม [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2561 สืบค้นจาก http://www.oceansmile.com/Vietnam/HoiAn.htm
ladybug. (2557). แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองฮอยอัน เวียดนาม. [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2561 สืบค้นจาก https://travel.mthai.com/world-travel/95329.html
Thaiza. (2553). “เสน่ห์แห่งเมืองโบราณฮอยอัน” [ระบบออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2561 สืบค้นจาก http://travel.thaiza.com/เสน่ห์แห่งเมืองโบราณฮอยอัน/185587/